วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สถานการณ์การใช้พลังงานจังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ.2552

ภาพประกอบที่ 1
การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายจำแนกตามชนิดพลังงาน จังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ.2552
ในปี พ.ศ.2552 จังหวัดราชบุรี (ดูภาพประกอบที่ 1) มีปริมาณการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายรวมทั้งสิ้น 1,024.16 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นมูลค่าการใช้พลังงานรวม 34,320 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.54 ของประเทศ โดยมีการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ในสัดส่วนร้อยละ 78.83 และพลังงานทดแทนร้อยละ 21.17 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด ทั้งนี้การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์มีปริมาณ 849.20 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ประกอบด้วย
  1. น้ำมันสำเร็จรูป มีการใช้ 364.45 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) หรือคิดเป็นร้อยละ 35.68
  2. ไฟฟ้า มีการใช้ 148.69 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) หรือคิดเป็นร้อยละ 14.52
  3. ถ่านหิน/ลิกไนต์ มีการใช้ 249.45 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) หรือคิดเป็นร้อยละ 24.36
  4. ก๊าซธรรมชาติ มีการใช้ 43.72 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) หรือคิดเป็นร้อยละ 4.27
  5. พลังงานทดแทน (ฟืน ถ่าน แกลบ กากอ้อย วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ขยะและก๊าซชีวภาพ) มีการใช้ 216.86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) หรือคิดเป็นร้อยละ 21.17


ภาพประกอบที่ 2
 การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายจำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ จังหวัดราชบุรี ปี พ.ศ.2552

การใช้พลังงานด้านที่อยู่อาศัย (ดูภาพประกอบที่ 2) ใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 140.124 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ 13.68 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 23.189 ktoe (19.872,222 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 16.55
  2. ไฟฟ้า จำนวน 32.442 ktoe (380,730,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง) คิดเป็นร้อยละ 23.15
  3. ถ่านไม้ จำนวน 44.532 ktoe (65,140,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 31.78
  4. ฟืน จำนวน 39.819 ktoe (105,210,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 28.42
  5. แกลบ จำนวน 0.102 ktoe (300,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 0.07
  6. น้ำมันก๊าด จำนวน 0.040 ktoe (5,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.03
การใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม (ดูภาพประกอบที่ 2) มีปริมาณการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 36.808 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ 3.59 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 0.026 ktoe (22,777 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 0.07
  2. ไฟฟ้า จำนวน 0.050 ktoe (590,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง) คิดเป็นร้อยละ 0.14
  3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จำนวน 36.703 ktoe (42,580,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 99.71
  4. น้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 0.029 ktoe (40,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.08
การใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม (ดูภาพประกอบที่ 2) มีปริมาณการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 514.546 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ 50.24 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 15.837 ktoe (13,572,222 กิโลกรรม) คิดเป็นร้อยละ 3.08
  2. ไฟฟ้า จำนวน 64.876 ktoe (761,370,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง) คิดเป็นร้อยละ 12.60
  3. ก๊าซธรรมชาติ จำนวน 29.729 ktoe (1,210,000,000 ลูกบาศก์ฟุต) คิดเป็นร้อยละ 5.78
  4. ถ่านหิน จำนวน 249.451 ktoe (399,640,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 48.48
  5. น้ำมันเบนซิน 91 จำนวน 0.447 ktoe (600,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.09
  6. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จำนวน 5,447 ktoe (6,320,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 1.06
  7. น้ำมันดีเซล B5 จำนวน 2.482 ktoe (2,880,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.48
  8. น้ำมันเตา จำนวน 13.873 ktoe (14,740,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 2.70
  9. ฟืน จำนวน 6.123 ktoe (16,180,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 1.19
  10. แกลบ จำนวน 13.684 ktoe (40,150,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 2.66
  11. กากอ้อย จำนวน 87.029 ktoe (488,000,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 16.91
  12. วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จำนวน 25.568 ktoe (85,170,000 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 4.97
การใช้พลังงานในภาคคมนาคมขนส่ง (ดูภาพประกอบที่ 2) มีปริมาณการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 274.799 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ 26.83 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 4.661 ktoe (3,994,444 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 1.70
  2. ก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 13.991 ktoe (566,180,000 ลูกบาศก์ฟุต) คิดเป็นร้อยละ 5.09
  3. น้ำมันเบนซิน 91 จำนวน 23.588 ktoe (31,660,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 8.58
  4. น้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 2.436 ktoe (3,270,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.89
  5. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จำนวน 150.999 ktoe (175,178,078 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 54.95
  6. น้ำมันดีเซล B5 จำนวน 57.399 ktoe (66,590,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 20.89
  7. แก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 6.243 ktoe (8,380,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 2.27
  8. แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 15.482 ktoe (20,780,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 5.63
การใช้พลังงานในภาคพาณิชยกรรมและบริการ (ดูภาพประกอบที่ 2) มีปริมาณการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 54.049 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ 5.28 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 5.322 ktoe (4,561,111 กิโลกรัม) คิดเป็นร้อยละ 9.85
  2. ไฟฟ้า จำนวน 48.718 ktoe (571,750,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง) คิดเป็นร้อยละ 90.13
  3. น้ำมันเตา จำนวน 0.009 ktoe (10,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 0.02
การใช้พลังงานภาคอื่นๆ (เหมืองแร่และการก่อสร้าง) (ดูภาพประกอบที่ 2) มีปริมาณการใช้พลังงานรวมทั้งสิ้น 3.838 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) คิดเป็นร้อยละ  0.37 ซึ่งแยกได้เป็น
  1. ไฟฟ้า จำนวน 2.604 ktoe (30,560,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง) คิดเป็นร้อยละ 67.85
  2. น้ำมันเตา จำนวน 0.244 ktoe (260,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 6.36
  3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จำนวน 0.990 ktoe (1,150,000 ลิตร) คิดเป็นร้อยละ 25.79
ที่มาข้อมูล
สำนักงานพลังงานจังหวัดราชบุรี. (2553). สถานการณ์พลังงานจังหวัดราชบุรี 2553. กระทรวงพลังงาน. (หน้า 32-60)
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โครงการตามแผนปฎิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2554 จังหวัดราชบุรี

ในบัญชีโครงการและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ ตามแผนปฏิบัติราชการปีงบประมาณ 2554 ของจังหวัดราชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 171,557,900 บาท มีโครงการที่น่าสนใจติดตามผลการดำเนินการ ดังนี้

ผลผลิต : การพัฒนาเศรษฐกิจ
กิจกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างถนน  ระบบประปา และระบบท่อระบายน้ำ แต่ยังมีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • ระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำบ้านหนองปากชัฎ ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จำนวน 6,500,000 บาท (โครงการชลประทานราชบุรี)
  • ระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำบ้านบึงเหนือ ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จำนวน 3,500,000 บาท (โครงการชลประทานราชบุรี)
  • ฯลฯ
กิจกรรม พัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ  มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • พัฒนาการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงรุก จำนวน 2,000,000 บาท (ท่องเที่ยวและกีฬา จ.ราชบุรี)
  • ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกเก้าชั้น จำนวน 2,000,000 บาท (อ.สวนผึ้ง)
  • ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกห้วยสวนพลู จำนวน 2,000,000 บาท (อ.สวนผึ้ง)
  • ถนนสายวัฒนธรรม จำนวน 791,000 บาท (สนง.วัฒนธรรม จ.ราชบุรี)
  • "แปดเสน่ห์ราชบุรี แปดวิถีไทย สานใยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์" จำนวน 800,000 บาท (สนง.วัฒนธรรม จ.ราชบุรี)
  • พัฒนาการรับรองมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว และการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย จำนวน 500,000 บาท  (มรภ.หมู่บ้านจอมบึง)
  • พัฒนาจุดชมวิวบริเวณยอดเขาสน จำนวน 2,000,000 บาท (อ.สวนผึ้ง)
  • ฯลฯ
กิจกรรม พัฒนาตลาด การค้า และการลงทุน มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • ส่งเสริมการผลิตพืชอาหารปลอดภัย (GAP) จำนวน 2,842,000 บาท (เกษตร จ.ราชบุรี)
  • พัฒนาระบบการผลิตและรับรองฟาร์มสัตว์น้ำ (GAP) จำนวน 1,000,000 บาท (ประมง จ.ราชบุรี)
  • พัฒนาศักยภาพการผลิตน้ำนมในฟาร์มโคนมมาตรฐาน จำนวน 1,180,000 บาท (ปศุสัตว์ จ.ราชบุรี)
  • RATCHABURI GOAT CENTER จำนวน 382,000 บาท (ปศุสัตว์ จ.ราชบุรี)
  • ฯลฯ

ผลผลิต : การพัฒนาด้านสังคม
กิจกรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • พัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่อุทยานแห่งความจงรักภักดี จำนวน 1,570,000 บาท (เกษตรและสหกรณ์ จ.ราชบุรี)
  • สวนไม้มงคลพระราชทาน สวนไม้วรรณคดี และสวนไม้สมุนไพร ในพื้นที่อุทยานแห่งความจงรักภักดี จำนวน 2,403,000 บาท (ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ราชบุรี)
  • พัฒนาระบบน้ำสนับสนุนพื้นที่อุทยานแห่งความจงรักภักดี จำนวน 12,000,000 บาท (โครงการชลประทานราชบุรี)
  • พัฒนาชุมชนเกษตรกรรมในพื้นที่อุทยานแห่งความจงรักภักดี จำนวน 2,550,0000 บาท (เกษตร จ.ราชบุรี)
  • ฯลฯ
กิจกรรม สร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • ปรับปรุงอาคารสโมสรเสือป่าเป็นพิพิธภัณฑ์การส่งเสริมสุขภาพ จำนวน 1,500,000 บาท (ศูนย์อนามัยที่ 4)
  • ส่งเสริมการทอผ้าพื้นเมือง (กะเหรี่ยง) จำนวน 90,000 บาท (อ.สวนผึ้ง/โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง)
  • จัดทำถนนเด็กเดิน (เปิดพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน) จำนวน 648,000 บาท (ศตส.จ.รบ.)
  • ฯลฯ

ผลผลิต : การบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กิจกรรม อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • โครงป้องกันการบุกรุกและฟื้นฟูสภาพป่า (รวม 4 กิจกรรม) จำนวน 2,219,000 บาท (ทรัพยากรป่าไม้ที่ 10)
  • โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จำนวน 1,500,000 บาท(อุทยานฯ)
กิจกรรม อนรุักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ  มีโครงการที่น่าสนใจติดตาม ดังนี้
  • โครงการพัฒนาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (รวม 4 กิจกรรม) จำนวน 7,500,000 บาท
  • โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และรักษาสภาพแวดล้อม จำนวน 2,990,000 บาท (อ.บ้านโป่ง)

ผลผลิต : การบริหารจัดการ
  • มีโครงการเดียวคือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ จำนวน 10,000,000 บาท (สำนักงานจังหวัดราชบุรี)

-------------------------------------------------------

ที่มา :
สำนักงานจังหวัดราชบุรี กลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดราชบุรี. (2553). การประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการจังหวัดราชบุรี ครั้งที่ 1/2553. เอกสารประกอบการประชุม เมื่อ 22 ต.ค.2553 ณ โรงแรมโกลเด้นซิตี้ อ.เมือง จ.ราชบุรี.
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศึกษารถไฟทางคู่ นครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน (ตอนที่ 2)


การศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบเบื้องต้น ระบบรถไฟทางคู่ เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ เส้นทางสายใต้ : ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถลดเวลาการเดินทางจากรุงเทพฯ-หัวหิน จากเดิม 3 ชั่วโมง 30 นาที ลดลงมาเป็น 2 ชั่วโมง

สถานีต่างๆ ใน 165 กิโลเมตร ผ่าน 27 สถานี และ 4 ป้ายหยุดรถที่ตั้งอยู่ตามชุมชนในแต่ละอำเภอตามแนวเส้นทางรถไฟ (* หมายถึง ป้ายหยุดรถ)
  1. นครปฐม
  2. พระราชวังสนามจันทร์*
  3. โพรงมะเดื่อ
  4. คลองบางตาล
  5. ชุมทางหนองปลาดุก
  6. บ้านโป่ง
  7. นครชุมน์
  8. คลองตาคต
  9. โพธาราม
  10. เจ็ดเสมียน
  11. บ้านกล้วย
  12. สะพานราชบุรี*
  13. ราชบุรี
  14. บ้านคูบัว
  15. บ่อตะคร้อ
  16. บ้านป่าไก่*
  17. ปากท่อ
  18. ห้วยโรง*
  19. บางเค็ม
  20. เขาย้อย
  21. หนองปลาไหล
  22. บางจาก
  23. เพชรบุรี
  24. เขาทโมน
  25. หนองไม้เหลือง
  26. หนองจอก
  27. หนองศาลา
  28. บ้านชะอำ
  29. บ้านทรายเหนือ
  30. ห้วยทรายใต้
  31. หัวหิน
ทางคู่สู่แดนใต้เสริมสร้างการท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่สวยงามและได้รับความนิยมจากชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงฐานผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก เป็นประตูการค้าและการขนส่งเชืื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาภาคใต้จำเป็นต้องอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจในการที่มีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการขนส่งสินค้า โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ อันเป็นโครงข่ายคมนาคมและการขนส่งที่มีความทันสมัย

ทางคู่ดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม
ในการดำเนินโครงการ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามแนวเส้นทางช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน พบว่า มีแม่น้ำสายต่างๆ อยู่ในแนวเส้นทาง เช่น แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี เป็นต้น และมีบางช่วงของแนวเส้นทางที่ผ่านชุมชน การดำเนินงานอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านการระบายน้ำ คุณภาพอากาศ การคมนาคมขนส่ง เสียงและความสั่นสะเทือน การโยกย้าย รวมทั้งการแบ่งแยกชุมชน จึงพิจารณาออกแบบ แก้ไขมาตรฐานการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้มความเหมาะสม และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญดังนี้

การแบ่งแยกชุมชน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การออกแบบรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางเพื่อป้องกันอันตรายและลดอุบัติเหตุ ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกชุมชน ทำให้คนในบริเวณนั้นสัญจรไปมาลำบากขึ้น
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : จัดให้มีทางเชื่อมหรือทางลอดในระยะที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรแก่ชุมชน, ตรวจสอบการใช้งานของทางลอด ทางข้าม และสะพานลอยอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีปัญหาต้องรีบแก้ไขทันที

การอพยพโยกย้าย
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การพัฒนาโครงการเน้นการใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้ชุมชนที่ปลูกสร้างเข้ามารุกล้ำพื้นที่ดังกล่าวต้องโยกย้ายออกไป
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ประชาสัมพันธ์แนวทางในการให้ความช่วยเหลือด้านอพยพโยกย้ายสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ, จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน, สำรวจรายละเอียดทรัพย์สินที่จะต่้องรื้อย้ายอย่างละเอียด, ดำเนินการจ่ายค่ารื้อย้ายและให้ความช่วยเหลือด้านการอพยพโยกย้ายตามกระบวนการที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรม

การระบายน้ำ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : โครงสร้างสะพานและเสาตอม่อในบริเวณที่มีแม่น้ำอยู่ในแนวเส้นทาง เช่น แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี เป็นต้น อาจก่อให้เกิดการกีดขวางการไหลของน้ำและลดประสิทธิภาพของการระบายน้ำ
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ออกแบบโครงสร้างที่ผ่านน้ำ โดยกำหนดให้ตวามยาวสะพานมากกว่าหรือเท่ากับความกว้างของทางน้ำ เพื่อรองรับการระบายน้ำ, หลีกเหลี่ยงการเปิดหน้าดินบริเวณริมน้ำพร้อมกันทั้งหมด โดยเลือกเปิดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ทำงานจริงเท่านั้น, การกองดิน ทราย และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ต้องอยู่ห่างจากแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 50 เมตร, ควบคุมการชะล้างหน้าดินบริเวณริมน้ำ โดยการปลูกพืชคลุมดิน

เสียงและความสั่นสะเทือน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : พื้นที่ที่อยู่ใกล้ทางรถไฟน้อยกว่า 200 เมตร จะได้รับผลกระทบทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการขุดเจาะการก่อสร้าง และการขนส่ง
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : กำหนดให้ช่วงเวลาก่อสร้างระหว่างเวลา 08:00-17:00 น., จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน, ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบถึงแผนการก่อสร้าง

การคมนาคมขนส่ง
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การก่อสร้างที่กีดขวางการจราจรในบริเวณพื้นที่โครงการอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและการจราจรติดขัด
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ประชาสัมพันธ์และปิดประกาศล่วงหน้า, กำหนดให้มีป้ายเตือน แผงกั้น กรวย แสงสว่าง ไฟกระพริบ ในแต่ละส่วนของพื้นที่ก่อสร้าง, ควบคุม/จัดการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการจราจรในถนนบริเวณพื้นที่โครงการ

ประโยชน์ของการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ต่อภูมิภาค
  • ย่นระยะทางจากเส้นทางเดิมอันเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน และลดระยะเวลาด้านการขนส่ง ทำให้ต้นทุนในการขนส่งต่ำลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ช่วยให้เดินทางถึงที่หมายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้
  • เชื่อมต่อเครือข่ายรถไฟทางคู่ลงสู่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าภูมิภาคได้เป็นอย่างดี
  • สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ 273,000 ล้านบาทภายใน 30 ปี
ประโยชน์ของระบบรถไฟทางคู่สายใต้ระยะเร่งด่วน ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน
เมื่อรถไฟทางคู่ เส้นทางสายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน เปิดให้บริการใน พ.ศ.2558 จะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรถไฟ จาก 1 ล้านตันต่อปี เป็น 1.5 ล้านตันต่อปี
  • เพิ่มจำนวนผู้โดยสารจากปีละ 6 ล้านคนเป็น 12 ล้านคน
  • เพิ่มความจุของทางเฉลี่ยได้มากกว่า 200 ขบวนต่อวัน
  • เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ-หัวหิน จากปัจจุบันเกือบ  3 ชั่วโมง จะเหลือเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง
ที่มา :
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร. (2553). ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ เส้นทางสายใต้. เอกสารข้อเท็จจริง ชุดที่ 2 (มิถุนายน 2553) ใช้ประกอบการลงพื้นที่ตามแนวเส้นทาง ครั้งที่ 2. 
อ่านต่อ >>