วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศึกษารถไฟทางคู่ นครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน (ตอนที่ 2)


การศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบเบื้องต้น ระบบรถไฟทางคู่ เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ เส้นทางสายใต้ : ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถลดเวลาการเดินทางจากรุงเทพฯ-หัวหิน จากเดิม 3 ชั่วโมง 30 นาที ลดลงมาเป็น 2 ชั่วโมง

สถานีต่างๆ ใน 165 กิโลเมตร ผ่าน 27 สถานี และ 4 ป้ายหยุดรถที่ตั้งอยู่ตามชุมชนในแต่ละอำเภอตามแนวเส้นทางรถไฟ (* หมายถึง ป้ายหยุดรถ)
  1. นครปฐม
  2. พระราชวังสนามจันทร์*
  3. โพรงมะเดื่อ
  4. คลองบางตาล
  5. ชุมทางหนองปลาดุก
  6. บ้านโป่ง
  7. นครชุมน์
  8. คลองตาคต
  9. โพธาราม
  10. เจ็ดเสมียน
  11. บ้านกล้วย
  12. สะพานราชบุรี*
  13. ราชบุรี
  14. บ้านคูบัว
  15. บ่อตะคร้อ
  16. บ้านป่าไก่*
  17. ปากท่อ
  18. ห้วยโรง*
  19. บางเค็ม
  20. เขาย้อย
  21. หนองปลาไหล
  22. บางจาก
  23. เพชรบุรี
  24. เขาทโมน
  25. หนองไม้เหลือง
  26. หนองจอก
  27. หนองศาลา
  28. บ้านชะอำ
  29. บ้านทรายเหนือ
  30. ห้วยทรายใต้
  31. หัวหิน
ทางคู่สู่แดนใต้เสริมสร้างการท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่สวยงามและได้รับความนิยมจากชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงฐานผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก เป็นประตูการค้าและการขนส่งเชืื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาภาคใต้จำเป็นต้องอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจในการที่มีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการขนส่งสินค้า โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ อันเป็นโครงข่ายคมนาคมและการขนส่งที่มีความทันสมัย

ทางคู่ดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม
ในการดำเนินโครงการ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามแนวเส้นทางช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน พบว่า มีแม่น้ำสายต่างๆ อยู่ในแนวเส้นทาง เช่น แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี เป็นต้น และมีบางช่วงของแนวเส้นทางที่ผ่านชุมชน การดำเนินงานอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านการระบายน้ำ คุณภาพอากาศ การคมนาคมขนส่ง เสียงและความสั่นสะเทือน การโยกย้าย รวมทั้งการแบ่งแยกชุมชน จึงพิจารณาออกแบบ แก้ไขมาตรฐานการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้มความเหมาะสม และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญดังนี้

การแบ่งแยกชุมชน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การออกแบบรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางเพื่อป้องกันอันตรายและลดอุบัติเหตุ ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกชุมชน ทำให้คนในบริเวณนั้นสัญจรไปมาลำบากขึ้น
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : จัดให้มีทางเชื่อมหรือทางลอดในระยะที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรแก่ชุมชน, ตรวจสอบการใช้งานของทางลอด ทางข้าม และสะพานลอยอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีปัญหาต้องรีบแก้ไขทันที

การอพยพโยกย้าย
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การพัฒนาโครงการเน้นการใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้ชุมชนที่ปลูกสร้างเข้ามารุกล้ำพื้นที่ดังกล่าวต้องโยกย้ายออกไป
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ประชาสัมพันธ์แนวทางในการให้ความช่วยเหลือด้านอพยพโยกย้ายสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ, จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน, สำรวจรายละเอียดทรัพย์สินที่จะต่้องรื้อย้ายอย่างละเอียด, ดำเนินการจ่ายค่ารื้อย้ายและให้ความช่วยเหลือด้านการอพยพโยกย้ายตามกระบวนการที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรม

การระบายน้ำ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : โครงสร้างสะพานและเสาตอม่อในบริเวณที่มีแม่น้ำอยู่ในแนวเส้นทาง เช่น แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี เป็นต้น อาจก่อให้เกิดการกีดขวางการไหลของน้ำและลดประสิทธิภาพของการระบายน้ำ
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ออกแบบโครงสร้างที่ผ่านน้ำ โดยกำหนดให้ตวามยาวสะพานมากกว่าหรือเท่ากับความกว้างของทางน้ำ เพื่อรองรับการระบายน้ำ, หลีกเหลี่ยงการเปิดหน้าดินบริเวณริมน้ำพร้อมกันทั้งหมด โดยเลือกเปิดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ทำงานจริงเท่านั้น, การกองดิน ทราย และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ต้องอยู่ห่างจากแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 50 เมตร, ควบคุมการชะล้างหน้าดินบริเวณริมน้ำ โดยการปลูกพืชคลุมดิน

เสียงและความสั่นสะเทือน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : พื้นที่ที่อยู่ใกล้ทางรถไฟน้อยกว่า 200 เมตร จะได้รับผลกระทบทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการขุดเจาะการก่อสร้าง และการขนส่ง
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : กำหนดให้ช่วงเวลาก่อสร้างระหว่างเวลา 08:00-17:00 น., จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน, ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบถึงแผนการก่อสร้าง

การคมนาคมขนส่ง
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม : การก่อสร้างที่กีดขวางการจราจรในบริเวณพื้นที่โครงการอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและการจราจรติดขัด
มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ : ประชาสัมพันธ์และปิดประกาศล่วงหน้า, กำหนดให้มีป้ายเตือน แผงกั้น กรวย แสงสว่าง ไฟกระพริบ ในแต่ละส่วนของพื้นที่ก่อสร้าง, ควบคุม/จัดการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการจราจรในถนนบริเวณพื้นที่โครงการ

ประโยชน์ของการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ต่อภูมิภาค
  • ย่นระยะทางจากเส้นทางเดิมอันเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน และลดระยะเวลาด้านการขนส่ง ทำให้ต้นทุนในการขนส่งต่ำลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ช่วยให้เดินทางถึงที่หมายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้
  • เชื่อมต่อเครือข่ายรถไฟทางคู่ลงสู่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าภูมิภาคได้เป็นอย่างดี
  • สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ 273,000 ล้านบาทภายใน 30 ปี
ประโยชน์ของระบบรถไฟทางคู่สายใต้ระยะเร่งด่วน ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน
เมื่อรถไฟทางคู่ เส้นทางสายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน เปิดให้บริการใน พ.ศ.2558 จะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรถไฟ จาก 1 ล้านตันต่อปี เป็น 1.5 ล้านตันต่อปี
  • เพิ่มจำนวนผู้โดยสารจากปีละ 6 ล้านคนเป็น 12 ล้านคน
  • เพิ่มความจุของทางเฉลี่ยได้มากกว่า 200 ขบวนต่อวัน
  • เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ-หัวหิน จากปัจจุบันเกือบ  3 ชั่วโมง จะเหลือเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง
ที่มา :
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร. (2553). ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ เส้นทางสายใต้. เอกสารข้อเท็จจริง ชุดที่ 2 (มิถุนายน 2553) ใช้ประกอบการลงพื้นที่ตามแนวเส้นทาง ครั้งที่ 2. 
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศึกษารถไฟทางคู่ นครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน (ตอนที่ 1)

ในการประชุมครั้งที่ 11/2552 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้มีมติให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการ ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะที่ 1) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ศ. 2552 - 2553 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2)เพื่อช่วยเร่งรัดการลงทุนที่สำคัญภายในประเทศและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งนับวันจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ก็ได้รับทราบและเห็นชอบมติดังกล่าวและถือเป็นนโยบายที่สำคัญจากรัฐบาลที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินโครงการโดยเร็ว

ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 16/2552 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเห็นชอบในหลักการพัฒนารถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 767 กิโลเมตร ในเส้นทางสำคัญ 5 เส้นทางคือ
  1. ลพบุรี-นครสวรรค์ ระยะทาง 118 กิโลเมตร
  2. มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร
  3. ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร
  4. นครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร
  5. ประจวบคิรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร


กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะที่ 1) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทยให้ทันสมัยและมีศักยภาพทัดเทียมในระดับสากล

การศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้น ระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะที่ 1) เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 ถึงเดือนสิงหาคม 2553 โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้
  1. การทบทวนผลการศึกษาและการดำเนินงานของโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวิเคราะห์หาแนวทางในการเพิ่มสัดส่วนการเดินทางและการขนส่งโดยระบบรางในอนาคต
  2. การสำรวจ รวบรวม วิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ โดยการจัดการปรับปรุงโครงขยายระบบรางให้เหมาะสม
  3. งานวิเคราะห์และศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคมการเงิน และแนวเส้นทางที่เหมาะสมในการลงทุน เพื่อศึกษา คัดเลือกโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ในเส้นทางที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ไม่น้อยกว่า 2 เส้นทาง (ระยะทางรวมประมาณ 400 กิโลเมตร)
  4. การออกแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) เพื่อจัดทำแผนผังแนวแบบเบื้องต้น (Preliminary Drawings) และออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำหรับบริการผู้โดยสารและสินค้าย่านสถานี และประมาณราคาก่อสร้างและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเบื้องต้นเมื่อออกแบบเรียบร้อยแล้ว
  5. การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด พร้อมทั้งหามาตรการแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ช่วยให้เกิดประโยชน์จากการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  6. การมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์  เพื่อผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ให้เป็น “ระบบหลัก” ในการขนส่งสินค้าและบริการที่ส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เป็นแกนหลักการพัฒนาที่สำคัญ ในการพัฒนาเมือง คุณภาพชีวิต เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ
กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการประกอบด้วย
  • บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด
  • บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
  • บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด
  • บริษัท สแปน จำกัด
  • บริษัท พีบี เอเชีย จำกัด
ที่มา :
-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร . (2553).พร้อมก้าวสู่การพัฒนา.ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะที่ 1). [Online]. Available :http://www.doubletrackthailand.com/info.php . [2553 กรกฎาคม 1 ].
-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร. (2553). ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะที่ 1). แผ่นพับประชาสัมพันธ์.
อ่านต่อ >>